รู้จัก “เบรนแดน ร็อดเจอร์ส” กุนซือคนใหม่ของจิ้งจอกสยาม

รู้จัก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนใหม่ของจิ้งจอกสยาม

หลังจาก “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศแยกทางกับ โคล้ด ปูแอล กุนซือชาวฝรั่งเศส เมื่อวันอาทิตย์ (24 ก.พ.) ที่ผ่านมา เนื่องจากฟอร์มการเล่นของทีมที่ยังไม่ชนะใครมารวมทุกรายการ 7 นัดติดต่อกัน ทำให้ต้องมองหากุนซือคนใหม่เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ คุมทีมต่อไป

บรรดาสื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษหลายๆ สำนัก ออกมารายงานข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ไปเจรจาติดต่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของ กลาสโกว์ เซลติก ยอดทีมของสก็อตแลนด์ ให้มาคุมทีมในถิ่นคิงเพาเวอร์ส สเตเดี้ยม และในที่สุดข่าวดังกล่าวก็กลายเป็นความจริงเรียบร้อยแล้ว เมื่อ เลสเตอร์ ประกาศแต่งตั้ง ร็อดเจอร์ส เข้ามารับบทเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยเซ็นสัญญาจนถึงเดือนมิถุนายนในปี 2022 ดังนั้นเราไปทำความรู้จักเขาอีกซักครั้งดีกว่า

ก่อนที่จะเป็นมาเป็นกุนซือ

เบรนแดน รอดเจอร์ส เป็นคนไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 46 ปี เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับบัลลีเมนา ยูไนเต็ด ในลีก ไอร์แลนด์เหนือ บ้านเกิด ตั้งแต่สมัยเป็นเยาวชน จนขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสร โดยเล่นในตำแหน่ง กองหลัง จากนั้นก็ย้ายมาสโมสรเรดดิ้ง ในอังกฤษ ตอนอายุ 18 ปีเท่านั้น

แต่เขาก็โชคร้ายประสบปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่า ทำให้ไม่เคยได้ลงเล่นให้กับเรดดิ้ง แม้แต่นัดเดียว ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่ออายุเพียง 20 ปีเท่านั้น และผันตัวเองไปเป็นสต๊าฟโค้ชในทีมเยาวชนของเรดดิ้ง ในขณะเดียวกันก็ไปเล่นฟุตบอลระดับสมัครเล่น กับ นิวพอร์ท, วิทนี่ย์ ทาวน์ และ นิวเบอรี่ ทาวน์ และยังหาเลี้ยงตัวเองด้วยการไปรับจ็อบในซุปเปอร์มาร์เก็ต อีกด้วย

รอดเจอร์ส มุ่งมั่นที่จะเอาดีทางด้านการเป็นโค้ช จึงตัดสินใจบินไปศึกษาระบบเยาวชนของโคตรทีมแห่งสเปน อย่างบาร์เซโลนา และการได้ไปเรียนรู้งานที่แคว้นกาตาลันนั้น ก็ทำให้เขาได้รู้จักกับ หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งเป็นกุนซือของบาร์ซาฯ ในเวลานั้น และสิ่งที่รอดเจอร์ส สนใจเรียนรู้มากคือระบบโครงสร้างของทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เนื่องจากบาร์เซโลนา ขึ้นชื่อลือชาในการปั้นนักเตะระดับดาวรุ่งขึ้นสู่วงการลูกหนังระดับโลกได้ อย่างต่อเนื่อง

ในปี 2004 เมื่อ โชเซ มูรินโญ่ ตัดสินใจย้ายจากทีม เอฟซี ปอร์โต มาคุมทีม ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เชลซี เขาก็ไปทาบทาม รอดเจอร์ส ให้เข้ามารับหน้าที่ดูแลระบบทีมเยาวชนของทีม ‘สิงห์บลูส์’ ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี จากการแนะนำของ สตีฟ คลาร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในมือขวาของเขา จนกระทั่งถึงปี 2006 ร็อดเจอร์ส ก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นโค้ชทีมสำรองของเชลซี

บทบาทในฐานะกุนซือ

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทีมเชลซี กับผู้จัดการทีมระดับพระกาฬ มาจนได้ที่แล้ว ในวันที่ 24 พฤศจิกายนปี 2008 ร็อดเจอร์ส ก็ไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมวัตฟอร์ด ซึ่งตอนนั้นอยู่ในระดับแชมปี้ยนชิพ ในการลงคุมทีมแข่งขัน 10 นัดแรก วัตฟอร์ด ชนะแค่ 2 นัดเท่านั้น แต่สุดท้าย ร็อดเจอร์ส ก็จูนทีมลงตัว จนพาทีมทำผลงานกระเตื้องขึ้นมาจนจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 13

หลังจากที่พา วัตฟอร์ด รอดพ้นการตกชั้น ฤดูกาลต่อมา ในปี 2009 เรดดิ้ง ทีมเก่าของเขา ต้องการกุนซือคนใหม่มาแทนที่ สตีฟ ค็อปเปลล์ และ ร็อดเจอร์ส ก็เข้าไปรับหน้าที่นั้น

อย่างไรก็ตามผลงานของเขากับ เรดดิ้ง กลับไม่โสภาสถาพร อย่างที่หวัง คุมทีม 23 นัด ชนะแค่ 6 เสมอ 6 แพ้ไปถึง 11 นัด ในการคุมทีม 6 เดือน สุดท้ายก็ต้องแยกทางกันด้วยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย

finalgoal
cr: twitter.com/LCFC

หลังจากนั้นในปี 2010 รอดเจอร์ส ก็ได้ไปเป็นผู้จัดการทีม สวอนซี และที่นี่เองเขาได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เมื่อทำผลงานได้ดีเยี่ยม พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้ในปีแรกที่คุมทีม อีกทั้งฤดูกาลต่อมา ก็พา สวอนซี จบอันดับ 11 ในตารางลีกสูงสุดของแดนผู้ดี ไม่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น แม้จะเพิ่งขึ้นชั้นมาได้เพียงปีเดียว

ด้วยผลงานที่เข้าตากับ สวอนซี บวกกับรูปแบบการทำทีมเน้นเอนเตอร์เทน น่าดูชม (น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากตอนไปเรียนโค้ชที่สโมสรบาร์เซโลน่า) ทำให้ ร็อดเจอร์ส ได้โอกาสทองของชีวิต นั่นคือข้อเสนอในการไปเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ทีมยักษ์ใหญ่ในฝันของบรรดาผู้จัดการทีมทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องตอบบรับข้อเสนอนี้อย่างแน่นอน และมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2012

ผลงานพิสูจน์ฝีมือ

ฤดูกาลแรกที่แอนฟิลด์ ของ ร็อดเจอร์ส ปรากฏว่า ลิเวอร์พูล จบด้วยอันดับ 7 ในพรีเมียร์ลีก ทำได้ 61 แต้ม ซึ่งถือว่าดีขึ้นกว่าฤดูกาลก่อนหน้า 9 คะแนน แฟนๆยังพอให้อภัยเพราะเห็นว่าเพิ่งเข้ามาปีแรก และกุนซือคนก่อน อย่าง เคนนี่ ดัลกลิช ก็ไม่ได้ดีเด่กว่ากัน

ในฤดูกาลต่อมา 2013-2014 เขาพา ลิเวอร์พูล ที่มี สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ หลุยส์ ซัวเรซ เป็นแกนนำ จบฤดูกาลด้วยอันดับ 2 แบบที่เกือบจะคว้าแชมป์ ลิเวอร์พูล ขึ้นแท่นยึดจ่าฝูงมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม และทำท่าว่ามีสิทธิ์จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้เป็นครั้งแรก ทว่าการพลาดท่าพ่ายต่อ เชลซี 0-2 พร้อมกับเหตุการณ์ลื่นล้มของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตามด้วยการเสมอกับ คริสตัล พาเลซ ทั้งที่ขึ้นนำก่อนถึง 3-0 และเหลือเวลาอีกแค่ 15 นาทีจะจบเกม ทำให้ทีมได้แค่รองแชมป์ มีคะแนนน้อยกว่า แมนฯ ซิตี้ 2 แต้ม

แต่หลังจากจบฤดกาลนั้น ลิเวอร์พูล ต้องขาย หลุยส์ ซัวเรซ ให้กับ บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวที่ปฏิเสธไม่ได้  75 ล้านปอนด์ การไม่มี หลุยส์ ซัวเรซ ส่งผลในทันที ลิเวอร์พูล จบฤดูกาล 2014-2015 ด้วยอันดับที่ 6 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมปิดซีซั่นที่โดน สโต๊ค ถลุงหมดสภาพ 6-1 แถมเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับ แอสตัน วิลล่า ที่ดิ้นรนหนีการตกชั้นในฤดูกาลนั้น ก็ยังดันไปแพ้ซะอีก

ในฤดูกาลต่อมามันยิ่งแย่กว่านั้น ในฤดูกาล 2015-2016 ที่ เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างปาฏิหารย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ร็อดเจอร์ส กลับต้องโดนปลดออกจากถิ่นแอนฟิลด์ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2015 หลังจากพาทีมลงเล่นในลีก 8 นัด ชนะ 3 นัด เสมอ 3 นัด และแพ้ 2 นัด อยู่อันดับ 10 ของตารางบอล

แม้ว่าจะจบไม่สวยกับ ลิเวอร์พูล แต่ชื่อเสียงกับผลงานบางช่วงของ ร็อดเจอร์ส ก็ยังขายได้อยู่ สุดท้าย กลาสโกว์ เซลติก ทีมมหาอำนาจลูกหนังของสก็อตแลนด์ ก็แต่งเขาเป็นผู้จัดการทีม เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2016 ด้วยสัญญาแค่ 12 เดือน เพราะก็เหมือนยังไม่มั่นใจในตัวของ ร็อดเจอร์ส มากนัก แต่สุดท้ายเขาก็ได้ไปต่อหลังจากที่พา เซลติก คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ของสก็อตแลนด์ ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คุมทีม และฤดูกาลต่อมา ก็ทำได้เช่นเดิม เท่ากับว่าแกคุม เซลติก เต็มๆ 2 ฤดูกาล ได้ทริปเปิ้ลแชมป์กวาดทุกถ้วยในประเทศมาครองหมด

finalgoal
cr: twitter.com/LCFC

ฤดูกาลปัจจุบันนี้ เซลติก ก็ยังมีลุ้นทริปเปิ้ลแชมป์เหมือนเดิม เป็นจ่าฝูงลีก และคว้าแชมป์ลีกคัพ ไปแล้ว (ชิงชนะเลิศกันตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา) ส่วน เอฟเอ คัพ ของสก็อตแลนด์ ก็เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ ร็อดเจอร์ส พา เซลติก ผงาดในสก็อตแลนด์ ได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ คู่ปรับตลอดกาลอย่าง กลาสโกว์ เรนเจอร์ส มีปัญหาเรื่องการเงิน จนโดนปรับตกชั้นต้องไปไต่ขึ้นมาจากดิวิชั่น 3 ผู้เล่นดีๆก็หนีหายหมด ทุกวันนี้สถานภาพทางการเงินก็ยังไม่ฟื้นอย่างแข็งแกร่งพอที่จะมาต่อสู้กับ เซลติก

ดังนั้น การที่ ร็อดเจอร์ส ไปโกยแชมป์ในสก็อตแลนด์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ยังใช่บทพิสูจน์ที่ดีพอว่าเขาเก่งจริง เพราะว่ากันว่า เซลติก ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง เรนเจอร์ส ฉิบหายวายวอดไปเนี่ย ใครทำก็แชมป์

ดูอย่างเวลา เซลติก ยุค  ร็อดเจอร์ส ไปเล่นถ้วยยุโรป ก็ไปโดนต้อนตือตกรอบอยู่ร่ำไป อย่างปีนี้ เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกรอบสาม ก็ตกรอบด้วยฝีตืนของ เออีเค เอเธนส์ ทีมจากกรีซ ที่มีปัญหาด้านการเงิน ก็ยังไม่มีปัญญาผ่าน ตกลงไปเล่น ยูโรป้า ลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย ก็โดน บาเลนเซีย สอยร่วงอีก

แต่เอาเถอะคนเรามันต้องให้โอกาสกัน คนย่อมมีช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ หวังว่า “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ จะเลือกคนไม่พลาด ก็ขนาดตอนเลือก เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่บรรดากูรูร้องยี้ ยังอยู่ดีๆ พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบช็อคโลกได้เฉยเลย!!!

ติดตามเรา
Facebook
Instragram 
Twitter

ติดตามผลบอลแบบเรียลไทม์ได้ที่นี่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *